29 ข้อควรรู้ เที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว เตรียมตัวยังไงให้รอดและไม่ป่วย

การไปญี่ปุ่นหน้าหนาวไม่ใช่แค่เรื่องของการแต่งตัวสวยๆ ไปถ่ายรูป แต่มันคือ การรับมือกับสภาพอากาศที่ท้าทายกว่าที่คุณคิด โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับอากาศร้อน การเตรียมตัวที่ผิดพลาดอาจทำให้ทริปในฝันกลายเป็นฝันร้ายได้ เราได้รวบรวม 29 เรื่องจริงที่คุณต้องรู้ เพื่อให้คุณเที่ยวได้อย่างมืออาชีพ ปลอดภัย และสนุกที่สุดครับ
1. เข้าใจ “ความหนาวแบบแห้ง” และ “ลมหนาว” (Wind Chill)

อย่าเพิ่งวางใจเมื่อเห็นตัวเลขอุณหภูมิในแอปพยากรณ์อากาศ เพราะความหนาวของญี่ปุ่นซับซ้อนกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในแถบโตเกียวและฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่จะมี “ความชื้นต่ำแบบสุดขั้ว” ความแห้งนี้จะเร่งให้น้ำระเหยออกจากผิวหนังเราอย่างรวดเร็ว ทำให้เรารู้สึกหนาวกว่าอุณหภูมิจริงที่วัดได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจอกับลมที่พัดผ่านช่องตึกสูงในเมือง จะเกิดปรากฏการณ์ Wind Chill ที่ทำให้อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึก (Real Feel) ดิ่งลงไปอีก เช่น อุณหภูมิ 5 องศาแต่มีลมแรง ร่างกายจะรู้สึกเหมือนติดลบ การเตรียมเสื้อผ้าจึงต้องเน้นที่การ “กันลม” พอๆ กับการกันหนาวเสมอ
2. ศาสตร์แห่ง Heattech เลือกผิดชีวิตเปลี่ยน

เสื้อตัวใน หรือ Base Layer คือ ด่านหน้าสุดที่สำคัญที่สุด และ Uniqlo ก็แบ่งเกรดความอุ่นไว้ชัดเจนที่คุณต้องเลือกให้ถูกสถานการณ์ รุ่นปกติ (Standard) เหมาะสำหรับใส่เดินห้างในเมืองที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว แต่ถ้าคุณต้องไปเดินตากลมข้างนอกนานๆ หรือ ไปในโซนที่อากาศเริ่มแตะเลขตัวเดียว ต้องขยับไป รุ่น Extra Warm ที่มีขนบุข้างในช่วยกักเก็บอากาศอุ่น ส่วนใครที่จะไปลุยหิมะ หรือ ดูไฟประดับที่ฮอกไกโด ต้องจัด รุ่น Ultra Warm ที่หนาสุดๆ เท่านั้น แต่ขอเตือนว่า ห้ามใส่รุ่นหนาเตอะนี้เดินช้อปปิ้งในย่านที่คนเยอะๆ เด็ดขาด เพราะถ้าเหงื่อออกแล้วระบายไม่ทัน ผ้าเปียกๆ จะดูดความร้อนออกจากตัวจนคุณหนาวสั่นทรมานกว่าเดิม
3. กฎเหล็กของการ Layering ใส่เป็นชั้นดีกว่าหนาตัวเดียว

ความผิดพลาดมหันต์ คือ การใส่เสื้อหนาๆ ตัวเดียวแล้วจบ เพราะคุณจะปรับอุณหภูมิไม่ได้เลยเวลารถไฟหรือในห้างเปิดฮีตเตอร์แรง ระบบที่ถูกต้อง คือ การสวมทับเป็น 3 ชั้น เริ่มจาก ชั้นในสุดที่ระบายเหงื่อได้ดี ตามด้วย ชั้นกลางอย่างเสื้อ Fleece หรือขนเป็ดบางๆ เพื่อกักเก็บความร้อน และปิดท้ายด้วย ชั้นนอกที่กันลมและกันน้ำ เพื่อเป็นเกราะป้องกัน การแต่งแบบนี้จะช่วยกักเก็บอากาศอุ่นไว้ระหว่างชั้นผ้าได้ดีเยี่ยม และทำให้คุณสามารถ ถอดออกทีละชิ้นได้เมื่อรู้สึกร้อนเกินไป ช่วยให้ร่างกายไม่ช็อคจากการเปลี่ยนอุณหภูมิ
4. รองเท้าคือหัวใจสำคัญ กันน้ำสำคัญกว่ากันหนาว

คุณต้องเลือกรองเท้าที่ระบุว่า Waterproof (กันน้ำ) อย่างชัดเจน หรือ เป็นวัสดุหนังและยางสังเคราะห์ที่น้ำซึมผ่านไม่ได้ พื้นรองเท้าต้องมี ดอกยางลึกและทำจากยางนิ่ม ที่ไม่แข็งตัวเมื่อเจอความเย็น เพื่อการยึดเกาะที่ดีบนพื้นน้ำแข็ง รองเท้าพื้นเรียบๆ สวยๆ เก็บไว้ใส่ที่ไทยดีกว่า ถ้าไม่อยากลื่นล้มหน้าแตกหรือบาดเจ็บ
5. ท่าเดินเพนกวิน เพื่อความอยู่รอดบนพื้นน้ำแข็ง

พื้นถนนญี่ปุ่นในตอนเช้าและหัวค่ำมักเคลือบด้วย Black Ice หรือน้ำแข็งบางใสที่มองแทบไม่เห็น ซึ่งลื่นและอันตรายมาก การเดินแบบปกติที่เอาส้นเท้าลงก่อนจะทำให้คุณหงายหลังได้ง่ายๆ เทคนิคที่คนท้องถิ่นใช้ คือ การเดินแบบเพนกวิน โดยการโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่เหนือเท้าหน้า ก้าวสั้นๆ และวางเท้าลงเต็มฝ่าเท้า ห้ามเอามือล้วงกระเป๋าเด็ดขาด เพื่อให้แขนช่วยทรงตัวเวลาเสียหลัก การเดินท่านี้อาจจะดูตลกหน่อยแต่รับรองว่าปลอดภัยกว่าการเดินเท่ๆ แล้วต้องไปจบที่โรงพยาบาล
6. กับดักความร้อนในอาคาร (The Indoor Heat Trap)

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ เปิดฮีตเตอร์ในอาคารและรถไฟแรงมาก จนร้อนเหมือนอยู่เมืองไทย อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 25-28 องศา ในขณะที่ข้างนอกติดลบ ปัญหาสุดคลาสสิก คือ คนที่จัดเต็มเสื้อคอเต่าหนาๆ พอขึ้นรถไฟที่คนแน่นจะเหงื่อแตกพลั่ก ทรมานเหมือนจะเป็นลม และพอลงรถไฟไปเจออากาศเย็น เหงื่อที่เปียกชื้นจะกลายเป็นน้ำเย็นแนบเนื้อ ทำให้หนาวสั่นและป่วยได้ วิธีแก้คือ หลีกเลี่ยงเสื้อคอเต่าที่ถอดไม่ได้ ให้ใช้ผ้าพันคอแทนเพราะถอดง่าย ระบายความร้อนได้ทันที และเลือกเสื้อคลุมที่มีซิปรูดออกได้รวดเร็ว
7. ระวังภาวะ Heat Shock ขณะอาบน้ำ

เรื่องนี้อันตรายถึงชีวิตและคนไทยไม่ค่อยรู้ ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากภาวะ Heat Shock ในห้องน้ำปีละหลายหมื่นคน ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน เส้นเลือดที่หดตัวจากความหนาวจะขยายตัวฉับพลันเมื่อเจอน้ำร้อนจัด ทำให้ความดันตกวูบ หน้ามืด และจมน้ำได้ วิธีป้องกัน คือ ต้องวอร์มร่างกายและห้องน้ำให้อุ่นก่อนเสมอ ใช้วิธีราดน้ำอุ่นไล่จากปลายเท้าขึ้นมาหาหัวใจเพื่อให้ร่างกายปรับตัว และที่สำคัญ ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ก่อนแช่น้ำเด็ดขาด เพราะจะยิ่งเร่งปฏิกิริยาให้หัวใจทำงานหนักจนวายได้
8. ผิวแห้งแตกคันระดับวิกฤต ต้องใช้ครีมเวชสำอาง

ความชื้นในอากาศที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจะดึงน้ำออกจากผิวหนังคุณอย่างรุนแรง เกราะป้องกันผิวจะถูกทำลายจนเกิดอาการคันยุบยิบ ผิวลอก หรือ ส้นเท้าแตกเลือดซิบ โลชั่นน้ำหอมทั่วไปเอาไม่อยู่แน่นอน คุณต้องมองหาครีมที่มีส่วนผสมของ Urea หรือ Ceramide เข้มข้น เพื่อช่วยซ่อมแซมผิวและกักเก็บความชื้น แนะนำให้ ทาโบกหนาๆ ตั้งแต่คืนแรกที่ไปถึง อย่ารอให้ผิวแตกแล้วค่อยทา เพราะตอนนั้นมันจะแสบจนทาอะไรก็ไม่สนุกแล้ว
9. ภาวะขาดน้ำที่มองไม่เห็น (Winter Dehydration)

เรามักคิดว่าต้องดื่มน้ำเยอะเฉพาะหน้าร้อน แต่หน้าหนาวอันตรายกว่าเพราะ เราจะไม่รู้สึกกระหายน้ำ ทั้งที่ร่างกายกำลังสูญเสียน้ำผ่านลมหายใจและผิวหนังที่แห้งตลอดเวลา เลือดจะข้นหนืดขึ้น เสี่ยงต่ออาการหน้ามืดและลิ่มเลือดอุดตัน คุณต้อง บังคับตัวเองให้จิบน้ำอุ่นหรือชาตลอดวัน การพกกระติกน้ำเก็บความร้อนติดตัวไว้คอยจิบเป็นการช่วยรักษาอุณหภูมิแกนกลางร่างกายและเติมน้ำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ปกติ
10. ไฟฟ้าสถิต ศัตรูตัวฉกาจที่น่ารำคาญ

อากาศแห้ง คือ สวรรค์ของไฟฟ้าสถิต การแตะลูกบิดประตูโลหะ หรือ แม้แต่จับมือเพื่อน อาจทำให้เกิดการช็อตที่เจ็บจี๊ดจนสะดุ้ง วิธีแก้ คือ การแตะผนังปูนหรือไม้เพื่อคายประจุไฟฟ้าออกจากตัวก่อน จะไปจับวัตถุโลหะ หรือจะใช้กุญแจรถ กุญแจห้อง เป็นตัวกลางไปแตะลูกบิดก่อน เพื่อให้ประกายไฟกระโดดที่ปลายกุญแจแทนนิ้วเรา นอกจากนี้การเลือกใส่ เสื้อผ้าใยธรรมชาติอย่าง Cotton หรือ Wool เป็นชั้นนอก จะช่วยลดการเกิดไฟฟ้าสถิตได้ดีกว่าใยสังเคราะห์
11. หน้ากากอนามัย ไอเท็มลับเพิ่มความอบอุ่น

นอกจากจะช่วยกันเชื้อโรคแล้ว หน้ากากอนามัยยังทำหน้าที่เป็น “เครื่องทำความชื้นส่วนตัว” ชั้นยอด เพราะมันจะช่วยกักเก็บความชื้นและไออุ่นจากลมหายใจออกเอาไว้ ทำให้อากาศที่เราหายใจเข้ามีความอุ่นและชื้น ป้องกันไม่ให้เยื่อบุจมูกและคอแห้งแสบ จากอากาศเย็นจัด การใส่หน้ากากเดินฝ่าลมหนาวจะช่วยให้หน้าอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมยังช่วยอำพรางใบหน้าที่อาจจะแห้งลอกหรือจมูกแดงๆ จากความหนาวได้อีกด้วย
12. วัฒนธรรม “อุกาย” (Ugai) กลั้วคอสู้โรค

คนญี่ปุ่นมีนิสัยที่ทำกันเป็นกิจวัตร คือ การล้างมือและกลั้วคอทันทีที่กลับถึงที่พัก ภูมิปัญญานี้ช่วยชะล้างไวรัสและฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บริเวณลำคอส่วนบนก่อนที่มันจะเจาะเข้าสู่เซลล์และทำให้เราป่วย คุณสามารถใช้น้ำเปล่าธรรมดา น้ำชาเขียวที่มีสารฆ่าเชื้อ หรือจะซื้อน้ำยากลั้วคออย่าง Isojin ตามร้านขายยาก็ได้ การทำแบบนี้ช่วยลดโอกาสเจ็บคอและเป็นหวัดได้เป็นอย่างดี ทำให้คุณเที่ยวต่อได้อย่างสบายใจ
13. ใช้แผ่นแปะความร้อน (Kairo) ให้ถูกจุดชีวิตจะดีขึ้น

ไคโระ หรือ แผ่นแปะความร้อน คือ ตัวช่วยราคาถูกที่หาได้ทุกร้านสะดวกซื้อ แต่ต้องใช้ให้เป็น มีทั้งแบบแปะและแบบกำ วิธีใช้ที่ถูกต้อง คือ แปะบนเสื้อตัวใน ห้ามแปะลงบนผิวหนังโดยตรงเด็ดขาด เพราะผิวอาจไหม้ได้ จุดยุทธศาสตร์ที่แนะนำ คือ บริเวณหลังส่วนล่างเหนือสะโพก และระหว่างสะบักหลัง ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมเส้นประสาทที่จะช่วยกระจายความร้อนไปทั่วร่างกาย หรือจะใช้แบบแปะเท้าสำหรับคนขี้หนาวที่ปลายเท้าชา ก็ช่วยให้เดินเที่ยวได้ทนขึ้นเยอะ
14. มารยาทออนเซ็น เปลือยกายแต่ไม่ไร้มารยาท

การแช่ออนเซ็นหน้าหนาวคือสวรรค์ของใครหลายคน แต่ต้องแม่นกฎระเบียบเพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตา เริ่มจากต้อง อาบน้ำฟอกสบู่ให้ตัวสะอาดหมดจดก่อนลงบ่อรวมเสมอ ห้ามตัวแห้งๆ ลงไปแช่เด็ดขาด คนผมยาวต้องมัดผมให้เรียบร้อยอย่าให้ปลายผมโดนน้ำ และ ห้ามเอาผ้าผืนเล็กจุ่มลงไปแกว่งในน้ำ ให้วางไว้บนหัวหรือขอบบ่อ สำหรับคนมีรอยสักต้องเช็กกฎของแต่ละที่ให้ดี เพราะหลายแห่งยังเคร่งครัดเรื่องนี้มาก
15. ระวัง “โนโรไวรัส” ในหอยนางรม

ฤดูหนาวเป็นช่วงที่หอยนางรมตัวอวบอ้วนน่ากินที่สุด แต่ก็เป็นช่วงระบาดสูงสุดของ โนโรไวรัส เช่นกัน เชื้อนี้ทนความเย็นได้ดีและสะสมในหอย ซึ่งถ้าแจ็คพอตแตกคุณจะมีอาการ อาเจียนและท้องเสียรุนแรงจนทริปล่มไปหลายวัน หากร่างกายไม่แข็งแรงเต็มร้อย แนะนำให้ เลี่ยงการกินหอยนางรมสดแล้วหันไปสั่งเมนูปรุงสุก อย่างหอยนางรมชุบแป้งทอดหรือหม้อไฟแทน ซึ่งอร่อยและปลอดภัยกว่ามาก
16. ยาสามัญญี่ปุ่นที่ควรรู้จักไว้ก่อนไป

เมื่อเจ็บป่วยในต่างแดน การสื่อสารอาจเป็นเรื่องยาก ให้จดชื่อยาเหล่านี้ไว้เลย Pabron Gold A ผงสีเหลืองขมๆ คือ ยาแก้หวัดครอบจักรวาลที่ช่วยลดไข้และเจ็บคอได้ไวมาก Loxonin S ยาแก้ปวดลดไข้ที่ออกฤทธิ์เร็วและแรงกว่าพาราเซตามอลทั่วไป หรือ EVE A ที่สาวๆ นิยมใช้แก้ปวดหัวและปวดประจำเดือน การมียาพวกนี้ติดกระเป๋าไว้อุ่นใจกว่าต้องไปวิ่งหาร้านขายยาตอนป่วยหนักๆ
17. ดูแลคอด้วยยาอมและสเปรย์ (Throat Care)

อากาศที่แห้งจัดมักทำให้เจ็บคอได้ง่ายๆ แม้จะไม่ได้ติดเชื้อ ไอเท็มที่ควรมีติดตัวคือ Ryukakusan Direct ยาแก้เจ็บคอแบบผงสมุนไพรที่เทใส่ปากแล้วละลายทันทีโดยไม่ต้องกินน้ำตาม ให้ความรู้สึกเย็นชุ่มคอสุดๆ และ Nodonu-ru Spray สเปรย์พ่นฆ่าเชื้อในลำคอที่มีก้านยาวๆ ยื่นเข้าไปฉีดตรงจุดที่ระคายเคือง ช่วยระงับอาการเจ็บคอได้ดีเยี่ยมตั้งแต่เริ่มมีอาการ
18. รถไฟล่าช้าเพราะหิมะเป็นเรื่องปกติ

แม้รถไฟญี่ปุ่นจะขึ้นชื่อเรื่องความตรงเวลา แต่ “หิมะ” คือข้อยกเว้น ระบบสับรางอาจแข็งตัวหรือหิมะทับถมสูงจนรถไฟต้องวิ่งช้าลงหรือหยุดวิ่ง โดยเฉพาะสายที่วิ่งผ่านภูเขาหรือขึ้นเหนือ คุณควร เผื่อเวลาเดินทางอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ในวันที่พยากรณ์บอกว่าหิมะตก และหมั่นเช็กสถานะรถไฟผ่านแอปหรือทวิตเตอร์ของ JR เสมอ เพื่อจะได้ปรับแผนการเดินทางได้ทันท่วงที
19. สิทธิ์การขอคืนเงิน Shinkansen เมื่อล่าช้า

ถ้ารถไฟ Shinkansen ที่คุณนั่ง ล่าช้าเกิน 2 ชั่วโมง คุณมีสิทธิ์ได้รับ เงินค่าธรรมเนียมรถด่วนคืนเต็มจำนวน อย่าเพิ่งทิ้งตั๋วหรือสอดคืนที่ประตูทางออกอัตโนมัติ ให้เดินไปหาเจ้าหน้าที่เพื่อประทับตรา Delay Proof แล้วนำตั๋วนั้นไปขอเงินคืนที่เคาน์เตอร์ JR ได้ภายใน 1 ปี นี่เป็นสิทธิ์ที่คุณควรได้รับชดเชยจากเวลาที่เสียไป
20. ส่งกระเป๋า “แมวดำ” คือทางสวรรค์ของคนฉลาด

การลากกระเป๋าใบใหญ่ 20 กิโลฝ่าดงหิมะที่ลื่นและแฉะ หรือ ยกขึ้นลงบันไดสถานีรถไฟที่ไม่มีลิฟต์ คือ ฝันร้ายที่จะทำลายหลังและอารมณ์ของคุณ ใช้บริการส่งกระเป๋า Takkyubin หรือ แมวดำคาบลูก ส่งจากสนามบินไปโรงแรม หรือ ส่งข้ามเมืองไปรอที่โรงแรมปลายทางเลยดีกว่า ค่าบริการหลักพันเยนแลกกับความสบายที่ทำให้คุณเดินตัวปลิวเที่ยวได้ทันที คุ้มค่าและช่วยเซฟร่างกายได้มาก
21. สงครามล็อกเกอร์ฝากกระเป๋า

สถานีรถไฟมีล็อกเกอร์เยอะก็จริง แต่ในหน้าหนาว ล็อกเกอร์ไซส์ใหญ่จะเต็มเร็วมากตั้งแต่เช้า เพราะนักท่องเที่ยวทุกคนต่างมีสัมภาระเยอะและเสื้อโค้ทหนาๆ ที่กินที่ ถ้าไม่อยากเสียเวลาเดินหาตู้ว่างจนหงุดหงิด ให้มองหา Baggage Storage Counter หรือ ห้องรับฝากกระเป๋าที่มีคนดูแล ซึ่งมักจะรับกระเป๋าไซส์แปลกๆ หรือจำนวนเยอะๆ ได้ดีกว่า และไม่ต้องกังวลเรื่องตู้เต็ม
22. แบตมือถือไหลเป็นน้ำในอากาศเย็น

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแพ้ความเย็นจัด ปฏิกิริยาเคมีภายในจะช้าลงทำให้แรงดันไฟฟ้าตก มือถือที่แบตเหลือ 40% อาจดับวูบไปเลย เมื่อเจออากาศติดลบ ต้องเก็บมือถือใน กระเป๋าเสื้อด้านในที่ติดกับตัว เพื่อให้ความร้อนจากร่างกายช่วยอุ่นแบต และพก Power Bank ติดตัวเสมอ แต่อย่าเพิ่งรีบชาร์จตอนมือถือเย็นจัดๆ ควรรอให้เครื่องอุ่นขึ้นก่อนค่อยชาร์จเพื่อถนอมแบตเตอรี่
23. กลางวันสั้นมาก เที่ยวได้น้อยลง

หน้าหนาวญี่ปุ่นมืดเร็วมากแบบที่คุณอาจตั้งตัวไม่ทัน ที่โตเกียวสี่โมงครึ่งฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ส่วนฮอกไกโดอาจมืดตั้งแต่สี่โมงเย็น สิ่งนี้กระทบแผนเที่ยวเต็มๆ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวกลางแจ้งมักปิดตามแสงอาทิตย์ คุณต้องปรับตารางใหม่โดย ตื่นให้เช้าขึ้น เริ่มเที่ยวตั้งแต่แปดโมงเช้า และเก็บที่เที่ยวกลางแจ้งให้ครบก่อนบ่ายสี่โมง ส่วนช่วงเย็นให้เน้นเรื่องช้อปปิ้ง ดูไฟประดับ หรือกินข้าวแทน
24. เตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงระบบ Tax-Free

รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเข้มงวดเรื่อง Tax-Free มากขึ้นเพื่อป้องกันการนำของไปขายต่อ ข้อมูลล่าสุดระบุว่าในปี 2025 จะมีการยกเลิกการใช้ใบคุมสินค้าแบบกระดาษและเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัลเข้มข้น และมีแผนใหญ่ในอนาคต ประมาณปลายปี 2026 ที่จะเปลี่ยนเป็นระบบ “จ่ายเต็มก่อน แล้วค่อยไปขอคืนที่สนามบิน” เพื่อยืนยันว่าของออกนอกประเทศจริง ดังนั้นช่วงนี้ต้องเผื่อเวลาที่สนามบิน และระวัง ห้ามแกะถุงสินค้า Tax-Free ที่ซีลมาแล้วเด็ดขาด เพราะถ้าโดนสุ่มตรวจแล้วถุงฉีกขาด คุณอาจโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเจ็บตัวฟรีๆ
25. ร้านสะดวกซื้อคือหลุมหลบภัยชั้นดี

เวลาหนาวจนทนไม่ไหว ร้านสะดวกซื้อ หรือ Konbini คือที่พึ่งที่ดีที่สุด เข้าไปยืนตากแอร์อุ่นๆ หาของกินร้อนๆ อย่างโอเด้งที่มีหัวไชเท้าฉ่ำน้ำซุป หรือ ซาลาเปาร้อนๆ มาคลายหนาว และที่เด็ดคือ ตู้เครื่องดื่มร้อน ที่มีทั้งกาแฟ ชานม หรือ น้ำผึ้งมะนาวในขวดพลาสติกหนา ซื้อมากำไว้ในมือแทนถุงมือได้เลย ช่วยอุ่นมือได้ดีมากก่อนจะเปิดฝาดื่ม
26. เช่ารถขับต้องระบุ Snow Tires เท่านั้น

ถ้าคุณวางแผนเช่ารถขับขึ้นเหนือหรือไปโซนที่มีหิมะ ต้องระบุขอ “ยางฤดูหนาว” หรือ Snow Tires ตั้งแต่ตอนจองเสมอ เพราะบริษัทเช่ารถไม่ได้ใส่ให้ทุกคันโดยอัตโนมัติ ยางธรรมดาจะแข็งตัวและลื่นไถลบนถนนเย็นจัดจนควบคุมรถไม่ได้ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตและผิดกฎหมายในบางพื้นที่ด้วย อย่าลืมซื้อประกันภัยแบบครอบคลุมสูงสุดไว้เสมอ เพราะอุบัติเหตุจากการลื่นไถลเกิดขึ้นได้ง่ายมาก
27. ระวังหิมะร่วงจากหลังคาใส่หัว

เวลาเดินในเมืองที่มีหิมะตกหนัก อย่าเดินชิดชายคาบ้านเกินไป เพราะหิมะที่สะสมบนหลังคาอาจหนักหลายร้อยกิโลกรัม และเมื่อมันละลายเล็กน้อย มันจะสไลด์ตกลงมาเหมือนก้อนหินยักษ์ที่เรียกว่า Rakusetsu ซึ่งแรงพอที่จะทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ ให้สังเกต ป้ายเตือนระวังเหนือศีรษะ และพยายามเดินในทางเดินที่มีหลังคาคลุมที่เมืองหิมะมักสร้างไว้จะปลอดภัยที่สุด
28. ปีใหม่ญี่ปุ่น เงียบสงัดแต่ศักดิ์สิทธิ์

ช่วงปีใหม่ 29 ธ.ค. – 3 ม.ค. คือ วันหยุดยาวที่ ร้านค้าและร้านอาหารท้องถิ่นมักจะปิดเงียบกริบ การหาของกินอาจยากขึ้นในบางย่าน แต่เป็นโอกาสทองในการสัมผัสวัฒนธรรม Hatsumode หรือ การไหว้พระขอพรปีใหม่ ศาลเจ้าจะคึกคักเต็มไปด้วยผู้คนและมีซุ้มอาหารขายของกินเยอะมาก ถือเป็นการเปิดประสบการณ์แบบโลคอลแท้ๆ แต่ต้องทำใจเรื่องคนมหาศาลและการเดินทางที่รถไฟอาจแน่นขนัด
29. เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเสมอ

แผ่นดินไหวไม่เลือกฤดู และหากเกิดเหตุใหญ่จนไฟดับในหน้าหนาว ความหนาวเย็นจะเป็นภัยคุกคามทันที คุณควรโหลดแอป Safety Tips ติดเครื่องไว้เพื่อรับแจ้งเตือนแผ่นดินไหว เรียนรู้ทางหนีทีไล่ในโรงแรมว่าเสื้อกันหนาววางอยู่ตรงไหน หยิบได้ทันทีไหม และควร พกเงินสดติดตัวไว้เสมอ เพราะถ้าระบบไฟฟ้าล่ม ระบบจ่ายเงินดิจิทัลจะกลายเป็นแค่ตัวเลขในจอที่ใช้ซื้อของกินประทังชีวิตไม่ได้
ไปทัวร์ต่างประเทศ กับบริษัทไหนดี? ไปเที่ยวต่างประเทศ กับพี่หมีเอ็กซ์แอล ʕ´•ᴥ•`ʔ/
เราพร้อมมอบความสุข ‘ไซส์ใหญ่’ ไม่เท ไม่ทิ้ง ทัวร์ญี่ปุ่น กับ XL World Tour ดูแพ็กเกจทัวร์สุดคุ้ม เพิ่มเติม >> คลิกเลย
ถ้าชอบบทความของ XL World Tour
ฝากกด Like & Share หรือกดติดตามเพจ Facebook
เพื่ออัพเดทข่าวสาร สถานที่ท่องเที่ยว โปรแกรมทัวร์ราคาดี ๆ กับครอบครัวพี่หมีด้วยกันนะ